ความสุขุมเยือกเย็ยที่ฝึกฝนมานานปีถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง ห้วงสมองเขาพร่าเลือนไปชั่ววูบร่างอรชนของหญิงสาวตรงหน้า.... ได้ซ้อนทับแนบสนิทกับเงาร่างเลือนรางเงาร่างหนึ่งซึ่งไม่ทราบประทับฝังในความทรงจำตั้งแต่เมื่อไหร่ ความรู้สึกยากจะอธิบายแผ่ซ่านไปทั่วแขนขาทุกองคาพยพ ความรู้สึกนี้ราวกับชาติก่อนทำสิ่งใดตกหายไปหาไม่พบมาตลอด หลังจากผ่านมานับพันหมื่นปี ในที่สุดเขาก็หาพบจนได้

       เหลียนซ่งคงจะโบกพัดจีบอย่างกล่าวเรียบเรื่อยอย่างไม่อนาทรว่า

       " นี่คือการตกหลุมรัก "

        ผู้ทรงพุทธธรรมคงจะกลาวอมิตพุทธเอ่ยว่า

       " นี่คือจิตฟุ้งซ่าน"

 

 

 

 

       ภาพฝันในชาติปางก่อนนี้ ตอนที่เขามาเกิดเป็นหลานชายคนโตของเทียนจวิน เขาก็จำไม่ได้จนหมดสิ้น แต่ด่านบุบเพสันนิวาสที่บังเกิดในชั่วพริบตาท่ามกลางมหาอัคคีโกมุทนั้น กลับประทับลงสู่ชะตาชีวิตในชาติถัดมาของเขาอย่างล้ำลึก ตอนนั้นเขาฟื้นตื่นท่ามกลางมหาอัคคีโกมุท สิ่งแรกที่มองเห็นในโลกนี้ มิใช่ผืนฟ้าเบื้องบนและผืนดินเบื้องล่าง หากแต่เป็นญิงสาวผู้ซึ่งกำลังคลี่ยิ้มกว้างให้เขาผู้นี้ หญิงสาวผู้นี้ ... ตอนนั้นนางจำแลงร่างเป็นชายหนุ่ม นางชื่อว่า "ซืออิน"

 

 

...........

 

 

       เป็นตอนหนึงที่ตัดมาของนิยาย เรื่อง สามชาติสามภพป่าท้อสิบหลี่

       เป็นนิยายแปลค่ะ ส่งตรงมาจากจีนเลย ที่ยกมาเขียนไว้ นอกจากสำนวนของผู้เขียนและผุ้แปลจะรวบกระชับ สั้น แต่ยังผลให้เกิดความประทับใจมากมายแล้ว ยังอยากจะแชร์ความรู้สึกกับเพื่อนๆนะ ... คิดว่าการที่เรามาเจอกันในวันนี้ ชาตินี้ ภพนี้ เกิดจากความบังเอิญอย่างนั้นหรือ

       บ้างเป็นหนี้รัก หนี้บาป หนี้บุญคุณ หนี้ชีวิต

       เพื่อนๆเคยรู้สึกไหมคะ ว่ากับบางคน เรารู้สึกคุ้นเคยได้ด้วยง่ายๆ รู้สึกเหมือนจะรู้จักกันดี แม้ว่าเวลาจะผ่านได้ไม่นาน ... ในขณะที่บางครั้ง ที่เราได้เดินเข้าไปในสถานที่แปลกตา ในกลุ่มคนที่แปลกหน้า เรากลับรู้สึกสะดุดตาคนบางคนได้อย่างหน้าประหลาด เหมือนเราจะสามารถแยกเค้าออกมาได้จากคนอื่นๆเลยทีเดียว ... ไม่ใช่หรอกนะคะ ไม่ใช่แค่ความรักแบบหนุ่มสาวเท่านั้นที่ข้าพเจ้าได้เอ่ยถึง "คนพิเศษ" ในที่นี้อาจเป็นเพื่อนเพศเดียวกัน หรือต่างเพศ เป็นคน "พิเศษ" สำหรับเรา โดยไม่มีเหตุผล และ อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับความรักฉันชู้สาว

        คิดว่าทุกคนต้องเคยมีความรู้สึกเช่นนี้แน่ ไม่มากก็น้อย เพียงแต่ว่า บางคนใช้สันชาตญาณนำชีวิต ในขณะที่คนส่วนมาก หลายๆคน ใช้ปัญญาและเหตุผลนำชีวิต จนสันชาตญาณเบาบางลง ... และหายไป

 

        สำหรับข้าพเจ้า คิดว่า การเกิดมาในโลกนี้ ที่มีคนบนโลกเป็นแสนเป็นล้านคน ถามตัวเองว่า ในวันหนึ่งๆเราเดินผ่านคนตั้งเท่าไหร่ มองผ่านคนตั้งเท่าไหร่ ... ข้าพเจ้าก็พบว่าคนที่เราได้ใกล้ชิด พูดคุย นั้นเป็นพร เป็นผู้ที่ร่วมบุญกันมา และมีค่าอย่างยิ่ง และสำหรับคนที่ข้าพเจ้ารู้สึกว่า "พิเศษ " ในที่สุด ก้อจะอดใจไม่ได้ ที่จะเข้าไปทักทาย ทำความรู้จัก ... นี่เป็นนิสัยที่ถูกคนหลายคนทักว่าแปลก แต่ว่านะ ถ้าหากเราปล่อยเค้าไป แล้วได้เพยงเดินผ่านเลยไป ไม่ได้กลับมาพบกันอีก ... ก็ออกจะน่าเสียดายต่อ "วาสนา" ที่ทำให้เรามารู้จักกัน

 

        มีเหตุ ย่อมมีผล ผลย่อมมาแต่เหตุ ในเมื่อวันนี้ เรามีวาสนา ได้รู้จักกัน ก็หวังว่า วาสนานี้ จะเพียงสร้างสิ่งดีดีให้แก่กัน ก่อนจะถึงวันที่จะต้องจากกันไป ....

 

 

อุทิศให้ ชายหนุ่มคนหนึ่ง คนพิเศษที่ข้าพเจ้าได้พบในวันปีใหม่ ... ^^

Comment

Comment:

Tweet

#2 By (1.1.255.24|1.1.255.24) on 2014-12-08 19:09

#1 By (1.1.255.24|1.1.255.24) on 2014-12-08 19:09